วันจันทร์ที่ 7 ธันวาคม พ.ศ. 2558

ใบความรู้ที่ 40 การเสียภาษีอากร

ใบความรู้ที่ 40
การเสียภาษีอากร

ภาษีอากร คือ เงินที่รัฐจัดเก็บจากบุคคล เพื่อนำไปใช้จ่ายในการบริหารประเทศเป็นรายได้ที่สำคัญที่สุดของรัฐ ภาษีอากรที่รัฐจัดเก็บมีทั้งภาษีทางตรง และภาษีทางอ้อม แยกออกเป็น 3 ประเภท ดังนี้
1. ภาษีเงินได้และภาษีธุรกิจเฉพาะ เป็นภาษีที่เก็บจากเงินได้บุคคลธรรมดา เงินได้นิติบุคคล ภาษีการค้า และอากรแสตมป์
2. ภาษีสรรพสามิต เป็นภาษีที่เก็บจากสิ่งประดิษฐ์และผลิตขึ้นในประเทศ
3. ภาษีศุลากร เป็นภาษีที่เก็บจากสินค้าที่นำเข้าจากต่างประเทศ และส่งออกไปต่างประเทศ

  เงินได้ หมายถึงผลตอบแทนที่ได้รับจากสิ่งต่อไปนี้ การใช้แรงงาน การใช้เงินลงทุน การใช้ทรัพย์สินลงทุน การใช้วิชาชีพอิสระ หรือจากการใช้ความสามารถพิเศษ แต่ในทางเศรษฐศาสตร์เงินได้ หมายถึง ผลบวกของการบริโภคและมูลค่าทรัพย์สินที่เพิ่มขึ้นในรอบระยะเวลาหนึ่ง ฉะนั้นเงินได้จึงมิได้อยู่ในรูปของตัวเงินเสมอไป ผู้ที่มีเงินได้ตามหลักเกณฑ์จะต้องดำเนินการเสียภาษีให้เรียบร้อย

ลักษณะการเก็บภาษีแบ่งออกเป็น 3 ประเภทคือ
1. บุคคลธรรมดา มีหน้าที่เสียภาษีอากรเมื่อมีเงินได้ 150,000 บาทต่อปีขึ้นไป โดยต้องยื่นเสียภาษีภายในวันที่ 31  มีนาคมของปีถัดไป โดยเก็บจากเงินได้พึงประเมินผู้เสียภาษีดังกล่าวได้รับหักด้วยค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อนเหลือเป็นเงิน ได้สุทธิเท่าใดจึงนำไปคำนวณภาษี ปัจจุบันการเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาจะเป็นในอัตราก้าวหน้าตั้งแต่ร้อยละ 5 ถึง ร้อยละ 37 ซึ่งเก็บตามฐานจำนวนรายได้ โดยผู้มีรายได้มากจะต้องเสียภาษีมากขึ้นเป็นต้น
2. ภาษีเงินได้นิติบุคคล  เป็นภาษีที่จัดเก็บจากนิติบุคคล โดยจะเก็บจากกำไรสุทธิที่ผู้เสียภาษีได้รับในอัตราร้อยละ 30 ของกำไรสุทธิ หรือในอัตราก้าวหน้าตั้งแต่ยกเว้น ถึงร้อยละ 30 หากเป็นกิจการขนาดเล็กและขนาดกลางตามข้อกำหนดของกรมสรรพากร
3. ภาษีมูลค่าเพิ่ม เป็นภาษีที่เก็บจากการขายสินค้าและบริการ โดยปัจจุบันผู้ผลิตจะผลักภาระนี้ ให้แก่ผู้ซื้อจ่ายเองในอัตราร้อยละ 7  

ประโยชน์ของภาษีอากร คือ
1. ก่อให้เกิดการใช้งานเต็มที่
2. เพื่อให้เกิดการจัดสรรทรัพยากรให้เหมาะสมที่สุด
3. เพื่อรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ
4. เพื่อให้การกระจายรายได้และความมั่งคั่งเป็นธรรม
5. เพื่อเป้าหมายในการพัฒนาเศรษฐกิจ  

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

Blogger Educational

Blogger Educational